จินดามณี

ในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นการเรียนการสอนภาษาไทยคงมีลักษณะแบบเดียวกับสมัยสุโขทัย เพราะเหตุว่า ชาวไทยในอยุธยานั้นถึงแม้ว่า จะแยกตัวออกมาเป็นอิสระ สมัยพระเจ้าอู่ทอง (พ.ศ. 1893) นั้น หาได้สร้างสรรค์วัฒนธรรมของกลุ่มขึ้นมาใหม่ไม่ แต่ยังสืบทอดวัฒนธรรมไทยทางด้านภาษาและตัวอักษรไทยอาณาจักรสุโขทัยทั้งสิ้น ดังปรากฏว่าจารึกลานเงินที่วัดส่องคบ หลักเมืองชัยนาทเก่า (จารึกหลักที่ 44,50 และ 51) เป็นจารึกที่มีอายุมากที่สุดพบอยู่ในบริเวณอาณาจักรอยุธยานั้น รูปร่างตัวอักษรมีลักษณะแบบเดียวกับอักษรไทยที่ใช้อยู่ในอาณาจักรสุโขทัยสมัยพระยาลิไทยแสดงว่าประชาคมกรุงศรีอยุธยารับตัวอักษรไทยสุโขทัยมาใช้ตั้งแต่เริ่มตั้งอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาหรือก่อนหน้านั้นแล้ว  ฉะนั้นแบบเรียนในสมัยกรุงศรีอยุธยาคงใช้แบบสุโขทัยนั่นเอง และการจัดการเรียน การสอนคงจะสืบเนื่องแบบอย่างมาจากสุโขทัยเช่นกัน คือ สำนักเรียนวัดเป็นส่วนสำคัญในการเรียนทั่วไป และสำนักราชบัณฑิตก็จัดสอนหนังสือแก่เจ้าขุนมูลนาย

 ต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ชาวตะวันตกได้เริ่มเข้ามาค้าขายกับกรุงศรีอยุธยา ชาวตะวันตกบางกลุ่มได้มีเจตนาที่จะนำพระคริสตธรรมเข้ามาเผยแพร่ ในประชาคมอยุธยาด้วย พวกบาทหลวงได้รับการสนับสนุนจากราชสำนักสำคัญ ๆ ในยุโรปมาเผยแพร่คริสตศาสนา ในบางรัชสมัยบาทหลวงได้รับการสนับสนุนในการสอนศาสนาแก่ประชาคมอ ยุธยาจากราชสำนักไทย ได้จัดตั้งสำนักสอนพระคริสตธรรมและค่อยพัฒนามาเป็นโรงเรียน คือ เริ่มสอนพระคริสตธรรมแก่เยาวชนไทยควบคุ่กับการสอนภาษาต่างประเทศและภาษาไทยแก่เยาวชนไทย คณะบาทหลวงได้รับสิทธิเสรีในการจัดการสอนอย่างมากในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ (พ.ศ. 2199-2213) ถึงแม้ว่าเราจะไม่ทราบรายละเอียดในการจัดการเรียนการสอนในสมัยนั้นก็ตาม แต่ก็พออนุมานได้ว่า เด็กไทยจำนวนไม่น้อยที่สามารถเรียนรู้ภาษาฝรั่งเศสจนสามารถใช้การได้อย่างดีและสามารถที่จะไปศึกษาเล่าเรียนที่ประเทศฝรั่งเศสได้ดังปรากฏหลักฐานในจดหมายราชทูตสมัยสมเด็จพระนารายณ์ที่มีพระยาโกษาธิบดีเป็นหัวหน้าคณะ ได้กล่าวฝากฝังนักเรียนไทยที่ศึกษาอยู่ที่กรุงปารีส ซึ่งได้ไปศึกษาพร้อมกับคณะราชทูตไทยในครั้งนั้น

การที่สำนักหมอสอนศาสนาเริ่มมีบทบาทในการเรียนการสอนหนังสือมาก ขึ้นจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการปรับปรุงการเรียนการสอนภาษาไทยในสมัยสมเด็จพระนารายณ์อยู่ไม่น้อย ดังที่พยายามจัดทำแบบเรียนให้เป็นมาตรฐานเพื่อใช้ในการสอนหนังสือแก่เยาวชนไทย พระโหราธิบดีจึงได้แต่งแบบเรียนชื่อ“จินดามณี”นับว่าเป็นแบบเรียนเล่มแรกของไทยหนังสือแบบเรียนจินดามณีเล่มนี้คงใช้กันอย่างแพร่หลายในสมัยต่อ ๆ มาในสำนักราชบัณฑิตและสำนักเล่าเรียนวัดจนได้ศึกษาเล่าเรียนกัน อย่างกว้างขวาง

ตู้ฝู่ ปราชญ์แห่งกวี

ในประวัติวรรณคดีจีน ผู้คนมักจะใช้คำว่า “หลี่ตู้”เป็นตัวแทนความสำเร็จสูงสุดของบทกวีสมัยราชวงศ์ถังของจีน “หลี่”หมายถึงหลี่ไป๋ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกว่าเป็น“เซียนแห่งกวี”ของจีน“ตู้”หมายถึงตู้ฝู่ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น“ปราชญ์แห่งกวี”ของจีน

ตู้ฝู่เกิดในปีค.ศ. 712  เป็นหลานชายของตู้เสินหยวน กวีผู้มีชื่อเสียง ตู้ฝู่เป็นคนเฉลียวฉลาดตั้งแต่เยาว์วัย เป็นคนขยัน ชอบศึกษา มีความรอบรู้  ตู้ฝู่สามารถแต่งบทกลอนได้ตั้งแต่อายุเพียง 7 ขวบ เมื่อเติบใหญ่ นอกจากเป็นกวีชื่อดังแล้ว เขายังเชี่ยวชาญในด้านอื่นๆด้วย อาทิ ศิลปะการเขียนตัวอักษรและภาพด้วยพู่กันจีน เล่นดนตรี  ขี่ม้าและรำกระบี่

ตั้งแต่เป็นเยาวชน ตู้ฝู่ก็เป็นคนมีอุดมการณ์ เมื่ออายุได้ 19 ปีก็เริ่มออกท่องเที่ยวไปทั่วประเทศ ใช้ชีวิตตามสบาย ระยะนั้นเป็นช่วงเวลาที่ราชวงศ์ถังเจริญรุ่งเรืองที่สุด ตู้ฝู่ได้ท่องเที่ยวไปตามภูเขาและแม่น้ำที่มีชื่อเสียงหลายแห่งของจีน ช่วยให้เขาเปิดโลกทัศน์ได้กว้างขวางยิ่งขึ้น และได้แต่งบืกวีที่มีชื่อเสียงโด่งดังมีถ้อยคำเป็นอมตะมาจนทุกวันนี้  นั่นก็คือ “ฮุ่ยตังหลิงเจวี๋ยติ่ง อี้หล่านจ้งซานเสี่ย”หมายความว่า “ยืนอยู่บนยอดภูเขาสูง แลเห็นทิวเขาเป็นเทือกเล็กอยู่เบื้องล่าง”

ตู้ฝู่ก็เหมือนปัญญาชนอื่น ๆ ส่วนมาก  มุ่งหวังจะก้าวหน้าในหน้าที่ราชการ และเคยใช้ความสามารถในการแต่งบทกวีไปคบหาสมาคมกับพวกเจ้าขุนมูลนาย เขาเคยเข้าร่วมการสอบคัดเลือกขุนนางระดับชาติ แต่ก็ประสบความล้มเหลวทุกครั้ง

ในวัยกลางคน ตู้ฝู่อาศัยอยู่ในกรุงฉางอาน ราชธานีของราชวงศ์ถัง มีชีวิตยากจนข้นแค้นมาก เขาเห็นหรูหราและสุรุ่ยสุร่ายของพวกเจ้าขุนมูลนายผู้ทรงอำนาจและสภาพที่คนจนต้องอดตายในท้องถนนเพราะขาดเครื่องนุ่งห่มและอาหารซึ่งเป็นภาพที่แสนเศร้าน่าเวทนา  เขาจึงแต่งบทกวีบทหนึ่งวิพากษ์วิจารณ์สภาพดังกล่าว ซึ่งก็คือ “จูเหมินจิ่วโร่วโช่ว ลู่โหย่วต้งสื่อกู่”แปลเป็นไทยว่า “ทวารแดงพะแนงเหล้าบูด ตามท้องถนนมีแต่โครงกระดูกของผู้ตายด้วยความหนาวและอด” ความล้มเหลวในวิถีชีวิตขุนนางและความทุกข์ยากของชีวิต ทำให้ตู้ฝู่ตระหนักถึงความเหลวแหลกเน่าเฟะของชนชั้นปกครองและความทุกข์ทรมานของประชาชน เขาจึงค่อยๆเปลี่ยนเป็นกวีที่เป็นห่วงชาติบ้านเมืองและประชาชน

ในปีค.ศ.755 ตู้ฝูมีอายุ 43 ปี เขามีโอกาสเป็นขุนนางตำแหน่งหนึ่ง แต่เป็นขุนนางอยู่ได้เพียงเดือนเดียว ราชวงศ์ถังก็เกิดภาวะปั่นป่วนเพราะสงคราม หลังจากนั้น ภัยสงครามก็ยืดเยื้อลุกลามต่อเนื่องไป ทำให้ตู้ฝู่ต้องพลัดที่นาคาที่อยู่ ผ่านประสบการณ์ชีวิตที่ลำบากจนโชกโชน ทำให้เขายิ่งตื่นตัวและเข้าใจความเป็นจริงของสังคมได้ลึกซึ้งขึ้น ในช่วงเวลานี้ ตู้ฝู่ได้แต่งบทกวีที่มีชื่อเสียงหลายต่อหลายบท อาทิ บท“สือหาวลี่” “ถงกวนลี่”“ซินอันลี่”“ซินฮุนเปี๋ย”“ฉุยเหล่าเปี๋ย”และ“อู๋เจียเปี๋ย”  บทกวีเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเห็นอกเห็นใจอย่างสุดซึ้งของกวีที่มีต่อประชาชนและความเคียดแค้นของเขาที่มีต่อสงคราม

ค.ศ.759 ตู้ฝู่ผิดหวังอย่างสิ้นเชิงต่อการเมืองอย่างแท้จริง จึงลาออกจากการเป็นขุนนาง เวลานั้น กรุงฉางอานกำลังเกิดภัยแล้ง ตู้ฝู่ยากจนจนไม่สามารถเลี้ยงชีวิตครอบครัวต่อไปได้ เขาจึงพาครอบครัวลี้ภัยไปถึงเมืองเฉิงตูในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ด้วยความช่วยเหลือจากเพื่อนฝูง ตู้ฝู่กับครอบครัวใช้ชีวิตในเมืองเฉิงตูอย่างเงียบสงบเป็นเวลา 4 ปี ในยามตกทุกข์ได้ยาก ตู้ฝู่ได้แต่งบทกวี “เหมาอูเหวยชิวเฟิงสั่วพั่วเกอ” เล่าถึงสภาพตกทุกข์ได้ยากของครอบครัวตน จากประสบการณ์ชีวิตของเขาทำให้ตู้ฝู่นึกถึงประชาชนทั่วไปที่มีชีวิตยากลำบากเช่นกัน ทำให้เกิดความใฝ่ฝันอยากจะมีบ้านพักอาศัยเป็นเรือนพันเรือนหมื่นห้องเพื่อขจัดความทุกข์ของประชาชนผู้ยากจนที่ไร้ที่พักอาศัย จนกระทั่งเกิดความคิดยินดีจะอุทิศตนถ้าแลกรอยยิ้มของประชาชนผู้ตกทุกข์ได้ยากมาได้ บทกวีของตู้ฝู่บทนี้เปี่ยมไปด้วยความจริงใจสุดซึ้ง สะท้อนให้เห็นจิตใจสูงส่งของกวีผู้นี้

ค.ศ.770 ตู้ฝู่เสียชีวิตระหว่างทางเร่ร่อนลี้ภัย  ผลงานบทกวีของท่านที่เหลือไว้แก่ชนรุ่นหลังมีกว่า 1400 บท บทกวีของท่านสะท้อนถึงภาพรวมของสังคมในช่วงเวลากว่า 20 ปีที่ราชวงศ์ถังเกิดภัยสงคราม จากประเทศเข้มแข็งกลายเป็นประเทศอ่อนแอในที่สุด เป็นบทกวีเชิงประวัติศาสตร์ที่มีเนื้อหากว้างขวาง บทกลอนของตู้ฝู่มีรูปแบบหลากหลาย รับเอาจุดเด่นของกวีผู้อื่นมาปรับใช้เป็นของตน บทกวีของท่านมีเนื้อหากว้างขวางและลึกซึ้ง เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกจริงใจสุดซึ้ง  ตู้ฝู่ยังได้ริเริ่มพัฒนาศิลปะการแต่งบทกลอนใหม่ ๆ และได้ขยายขอบเขตเนื้อหาและรูปแบบในการแต่งบทกลอนให้กว้างขวางออกไปอีกด้วย จนมีอิทธิพลอย่างมากต่อชนรุ่นหลัง

ซูซื่อ นักประพันธ์ผู้มีพรสวรรค์

หลายคนคงเคยได้ยินชื่อ ซูซื่อ ตามหนังสือหลายๆเล่ม ซูซื่อ มีสมญานามว่า “จื้อไจ” และมีฉายานามว่า“ตงโพ”เป็นชาวเสฉวน บิดาเป็นนักอักษรศาสตร์โบราณของจีนเป็นผู้มีชื่อเสียง เขารับการอบรมบ่มเพาะทางวัฒนธรรมจากทางครอบครัว ซูซื่อจึงมีอุดมการณ์กว้างไกลมาแต่เยาว์วัย หลังจากได้รับคัดเลือกเป็นขุนนางแล้ว เขาได้ต่อสู้อย่างหนักในการปฏิรูประบบบริหารประเทศที่มีจุดบกพร่องเพื่อปกครองประเทศชาติให้มีควาบสงบสุขยิ่งขึ้น

ซูซื่อมีนิสัยเปิดเผยตรงไปตรงมา กล้าวิพากษ์วิจารณ์ความผิดพลาดและข้อบกพร่องของราชวงศ์ ทำให้เขาตกเป็นเหยื่อในการต่อสู้ระหว่างพรรคฝ่ายในราชสำนัก ครึ่งหลังของชีวิต ซูซื่อต้องต่อสู้ดิ้นรนอย่างหนักท่ามกลางความทุกข์ยากทางการเมือง ตั้งแต่อายุ 43 ปีเป็นต้นมา ซูซื่อถูกเนรเทศไปชายแดนหลายครั้ง แต่ละครั้งก็ถูกเนรเทศไปไกลและสภาพแวดล้อมก็ยิ่งยากลำบากขึ้น ท่ามกลางการต่อสู้กับชีวิตที่สุดแสนทารุณ ซูซื่อกลับเข้าใจปรัชญาทั้งสามสำนักของจีน ได้แก่ ลัทธิขงจื้อ ลัทธิเต๋าและพุทธศาสนาอย่างแจ่มแจ้ง ความคิดทางลัทธิเต๋ากับพุทธศาสนาช่วยให้เขามีมุมมองชีวิตที่กว้างขวางรอบด้าน  สามารถแก้ความทุกข์กายและใจด้วยจิตใจที่เปิดกว้าง ในขณะเดียวกัน ความคิดทางลัทธิขงจื้อก็ช่วยให้ซูซื่อยึดมั่นในอุดมการณ์ แสวงหาสิ่งดีงามในชีวิต  สิ่งเหล่านี้ทำให้ซูซื่อสามารถรักษาคุณธรรมสูงส่งและศักดิ์ศรีของตนไว้ได้ และต้านทานการบีบคั้นอย่างหนักจากสภาพภายนอกไว้ได้เช่นกัน

ซูซื่อเป็นคนปากกับคำตรงกัน รักศักดิ์ศรีของตน คล่องแคล่วและสง่างาม แต่ไม่โบราณคร่ำครึแม้แต่น้อย ลักษณะนิสัยแบบนี้เป็นที่นิยมชมชอบและเป็นเยี่ยงอย่างของบรรดาปัญญาชนในสังคมศักดินาจีนยุคหลัง

ซู่เซ่อเป็นคนมีปัญญาปราดเปรื่องยิ่งนัก เป็นทั้งกวีและนักวรรณคดีที่ยิ่งใหญ่ของจีน  บทกวีของท่านมีเนื้อหากว้างขวางและมีรูปแบบหลากหลาย มีจินตนาการที่อัศจรรย์  ใช้คำเปรียบที่ให้ความรู้สึกแปลกใหม่  และใช้ภาษาที่ชวนให้จินตนาการถึงภาพได้ดียิ่ง บทกวีของท่านมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจนกลายเป็นสำนักหนึ่งของกวีในสมัยนั้น บทกวีของท่านได้ทำลายกรอบที่จำกัดอยู่ในกลุ่มปัญญาชน โดยได้นำบทกวีเข้าสู่สังคมและชีวิตที่กว้างขวางยิ่งขึ้น  บทร้อยแก้วของท่านแสดงถึงฝีมือการประพันธ์ที่หนักแน่น เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก  ในบรรดานักวรรณคดีโบราณที่ยิ่งใหญ่ 8 ท่านสมัยราชวงศ์ถังและราชวงศ์ซ้องหรือซ่งของจีนนั้น ผลงานด้านบทร้อยแก้วของท่านจัดอยู่ในอันดับที่หนึ่ง ในสมัยนั้น  แม้ว่าโดยฐานะทางครอบครัวของซู่เซ่อมีความยากลำบากมาก แต่บรรดาปัญญาชนทั่วประเทศกลับพากันเลียนแบบบทความของท่าน

ในบทร้อยแก้วของซูซื่อนั้น บทร้อยแก้วประเภทบรรยายเรื่องราวหรือบันทึกสภาพการท่องเที่ยวของท่านเป็นผลงานที่ประสบความสำเร็จสูงสุดเช่น “กาพย์กลอนชื่อปี้”ที่แบ่งเป็นตอนต้นกับตอนปลาย ตอนต้นเขียนถึงฤดูใบไม้ร่วงที่มีลมพัดเย็นสบาย ดวงจันทร์สุกสกาว และท้องฟ้าปลอดโปร่ง ตอนปลายเขียนถึงสภาพในฤดูหนาวที่เห็นแต่ภูเขาสูงใหญ่ ดวงจันทร์เล็กลง และก้อนหินโผล่ขึ้นมาจากระดับน้ำลด ตอนต้นและตอนปลายของบทร้อยแก้วนี้ต่างก็สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกแห่งกวีที่ประดุจภาพวาดคละเคล้าอุดมการณ์เป็นเอกภาพ เป็นผลงานร้อยแก้วที่เป็นแบบฉบับในสมัยราชวงศ์ซ้องหรือซ่งของจีน

วรรณคดี เรื่องอุณรุท

วรรณคดีเรื่องอุณรุท เป็นวรรณคดีสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ดีที่สำคัญในรัชกาลที่ 1 เรื่องราวจะเป็นยังไงนั้น เรามาดูกันเลยค่ะ

เนื้อเรื่องย่อ

เนื้อเรื่องเกี่ยวกับความรักใคร่ของอุณรุทและการอวตารมาปราบยักษ์ของพระนารายณ์ ซึ่งลงมาปราบยักษ์ชื่อท้าวกรุงพาณ

ครองกรุงรัตนา  วันหนึ่งท้าวกรุงพาณเสด็จประพาสป่าหิมพานต์ พร้อมกับไพร่พลเพื่อชมเหล่านางกินรีที่อาบน้ำในสระอโนดาต ต่อจากนั้นก็ทอดพระเนตร ภูเขาทั้งห้า ได้แก่ เขาคันธมาทน์  เขาไกรลาส เขาจิตรกูฏ และเขาสุทัศน์ ซึ่งเขาทุกลูกประดับดับด้วยแก้ว ขณะที่เพลิดเพลินกับการชมเขาทั้งห้า ก็เกิดกำเริบฮึกเหิมจะไปชมสววรค์ คิดแล้วก็เหาะตรงไปยังเขาพระสุเมรุ ไปยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เที่ยวไล่ต้อนฝูงเทวดาและเหล่านางฟ้า  ฝูงเทวดาและเหล่านางฟ้าไปเข้าเฝ้าพระอินทร์ทูลเรื่องที่ท้าวกรุงพาณขึ้นมารุกรานสวรรค์  พระอินทร์จึงไปเฝ้าพระอิศวร พระอิศวรจึงให้พระนารายณ์อวตารไปยังโลกมนุษย์ไปเกิดเป็นพระบรมจักรกฤษณ์ครองกรุงณรงกามีนางจันทมาลีเป็นพระมเหสี มีโอรสทรงพระนามว่า   ไกรสุท ท้าวไกรสุทมีโอรส ทรงพระนามว่า พระอุณรุท

ท้าวกรุงพาณปลอมตัวไปลอบชมนางฟ้าทุกวิมานเกิดกำเริบจึงไปลอบชมนางสุจิตรามเหสีของพระอินทร์ พระอินทร์พานางสุจิตรา ไปเข้าเฝ้าพระอิศวร  นางเสียใจที่เสียรู้ท้าวกรุงพาณ จึงขอจุติลงไปแก้แค้น นางสุจิตราไปเกิดในดอกบัวในนครรัตนา พระฤาษีสุธาวาสนำไปเลี้ยงชื่อว่า นางอุษา ท้าวกรุงพาณขอไปเลี้ยงเป็นลูก พระฤาษีก็ยกให้ท้าวอุทุมราชถวายพระราชธิดาชื่อนางศรีสุดาแก่พระอุณรุท วันหนึ่งพานางศรีสุดาประพาสป่าเทวดาแปลงเป็นกวางทองมาล่อนางศรีสุดา  พระอุณรุทออกติดตามกวางตัวนั้นกวางไปถึงต้นไทรก็หายไป และหลับอยู่ใต้ต้นไทร พระไทรได้อุ้มพระอุณรุทไปสมสู่กับนางอุษา ธิดาเจ้ากรุงพาณในรัตนานคร  โดยร่ายมนตร์ไม่ให้ทั้งสองพูดกันได้  เมื่อใกล้รุ่งพระไทรก็นำเอาพระอุณรุทกลับรถทรง พอตื่นบรรทมก็คร่ำครวญหานาง

ฝ่ายนางอุษาเมื่อตื่นบรรทมก็คร่ำครวญหาเช่นกัน นางศุภลักษณ์พี่เลี้ยงอาสาวาดรูปเทวดา และท้าวพระยาให้ทอดพระเนตร  ในที่สุดได้วาดรูป พระอุณรุท นางศุภลักษณ์อาสาเหาะไปอุ้มเอาพระอุณรุท โดยเอาแหวนและสไบของนางอุษาเป็นหลักฐานแก่พระอุณรุท  พระอุณรุทมาประทับอยู่กับนางในตำหนัก

ฝ่ายกรุงณรงกาเมื่อทราบว่าพระอุณรุทหายจึงสังหารพระเพียรพิไชยพี่เลี้ยงของพระอุณรุท พระบรมจักรกฤษณ์ทราบข่าวจึงให้ท้าวไกรสุทหาทางชุบชีวิต พระนารอทมาช่วยชุบชีวิตให้ท้าวกรุงพาณรู้เข้าให้พระยานาคมัดพระอุณรุทกับยอดปราสาทเพื่อประจาน พระบรมจักรกฤษณ์ทรงครุฑมาช่วยมอบธำมรงค์วิเศษ ให้พระอุณรุทจึงปราบท้าวกรุงพาณได้   เมื่อชนะแล้วก็มีเรื่องหึงหวงระหว่างนางศรีสุดากับนางอุษา ท้าวไกรสุทมอบราชสมบัติแก่อุณรุท                          นางอุษาเป็นมเหสีฝ่ายขวา นางศรีสุดาเป็นมเหสีฝ่ายซ้าย พระอุณรุททราบข่าวจากพรานป่าว่ามีช้างมงคล ช้างเผือก  พระอุณรุทไปล้อมช้าง คิดถึงนางกินรีที่เคยเห็น ณ สระมุจลินท์ ตอนพานางอุษาไปสรงน้ำ จึงเสด็จไปหานางกินรีและได้นางกินรีทั้งห้าเป็นชายา แล้วลานางกลับไปล้อมช้าง และกลับกรุงณรงกา   สุดท้ายพระอุณรุทพามเหสีทั้งสองกลับไปครอบครองบ้านเมืองเป็นสุขต่อไป

วรรณคดีไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

วรรณคดีสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น คือวรรณคดีในช่วงสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว วรรณคดีในสมัยนี้ที่ได้รับอิทธิพลจากวรรณคดีต่างประเทศจำแนกได้เป็น 4 กลุ่ม คือ วรรณคดีพุทธศาสนา วรรณคดีคำสอนหรือตำรา วรรณคดีนิทาน และวรรณคดีพงศาวดารต่างชาติ ส่วนใหญ่เป็นวรรณคดีที่สืบทอดมาจากสมัยอยุธยา บางส่วนเป็นวรรณคดีที่ได้รับอิทธิพลเพิ่มขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น คือวัฒนธรรมจีนและมอญ บทความนี้ยกตัวอย่างวรรณคดีบางเรื่องที่มีความสำคัญและส่งอิทธิพลต่อเนื่องมาจนถึงยุคปัจจุบัน

วรรณคดีไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นสืบทอดสายธารวรรณคดีมาจากสมัยอยุธยา ดังนั้น อิทธิพลวรรณคดีต่างประเทศจึงเข้ามาตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว เมื่อเริ่มสมัยราชวงศ์จักรี มีการฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมที่ถูกทำลาย สูญหาย หรือชำรุดเนื่องจากภาวะสงครามที่ยาวนานตั้งแต่ปลายกรุงศรีอยุธยาต่อเนื่องมาถึงสมัยกรุงธนบุรี วรรณคดีจำนวนมากถูกรังสรรค์ขึ้นใหม่จากต้นฉบับของเดิมที่ยังเหลืออยู่ และสร้างสรรค์ใหม่ จากความรู้และความเชี่ยวชาญทางวรรณศิลป์ของกวีสมัยรัตนโกสินทร์ นอกจากนี้ ยังมีการรับวรรณคดีจากต่างประเทศจากแหล่งอื่น ๆ เข้ามาอีกด้วย อาจจำแนกกลุ่มวรรณคดีสมัยรัตนโกสินทร์ที่รับอิทธิพลมาจากวรรณคดีต่างประเทศได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่

วรรณคดีพุทธศาสนา

วรรณคดีหมวดนี้มีความสำคัญเพราะเป็นหลักยึดในด้านความศรัทธาเชื่อถือของประชาชน ดังนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ชำระพระไตรปิฎก ใน พ.ศ. 2331 เพื่อบูรณะพระคัมภีร์สำคัญทางพระพุทธศาสนาให้เป็นหลักของบ้านเมือง นอกจากนี้ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นยังมีการสร้างวรรณคดีศาสนาอีกจำนวนมาก โดยได้อิทธิพลจากคัมภีร์ในพุทธศาสนา ทั้งพุทธประวัติ ชาดก และแนวคิด เช่น

- ไตรภูมิโลกวินิจฉัย ของ พระยาธรรมปรีชา (แก้ว)

- ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดกกัณฑ์กุมารและกัณฑ์มัทรี ของ เจ้าพระยาพระคลัง (หน)

- ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก 11 กัณฑ์ พระนิพนธ์ สมเด็จฯ กรมพระปรมานุชิตชิโนรส

- พระปฐมโพธิกถา พระนิพนธ์ สมเด็จฯ กรมพระปรมานุชิตชิโนรส

วรรณคดีคำสอน/ตำรา เช่น

- กฤษณาสอนน้องคำฉันท์ พระนิพนธ์ สมเด็จฯ กรมพระปรมานุชิตชิโนรส

- โคลงโลกนิติ พระนิพนธ์ สมเด็จกรมพระยาเดชาดิศร

- ฉันท์มาตราพฤติ และวรรณพฤติ พระนิพนธ์ สมเด็จฯ กรมพระปรมานุชิตชิโนรส

บทเห่เรื่องกากี

เห่เรื่องกากี เป็นบทเห่กล่อมพระบรรทมที่ประพันธ์โดย สุนทรภู่ โดยนำเนื้อหามาจากวรรณคดีไทยเรื่อง กากี เชื่อว่าสุนทรภู่ประพันธ์บทเห่กล่อมสำหรับใช้ขับกล่อมหม่อมเจ้าในพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ กับพระเจ้าลูกยาเธอในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เห่เรื่องกากี จับใจความตอนที่พญาครุฑพาตัวนางกากีไปยังวิมานฉิมพลี ชมความงามของทะเลสีทันดรและขุนเขาน้อยใหญ่

สุบรรณแผลงเดชล้ำ บินบน

กางปีกบังสุริยน มืดฟ้า

ร่อนลงสู่ไพชยนต์ ปรางค์มาศ

เข้านั่งแอบนุชเคล้า แนบเนื้อนวลสมร ฯ

สุบรรณสำแดงฤทธิ์ ให้มืดมิดปิดอัมพร

ร่อนลงตรงบัญชร จรสู่น้องแก้วกากี

กล่าวรสพจนาท สายสุดสวาทเจริญศรี

ผินหน้ามาพาที พี่คือชายชาญสกา

ประสงค์จำนงรัก จึงลอบลักเข้ามาหา

หวังเชิญแก้วกานดา ไปสู่ฟ้าพิมานจันทร์

เสวยรมย์สมบัติพี่ ในสิมพลีเกษมสันต์

แล้วจะพาเจ้าจรจรัล เที่ยวชมชั้นพระเมรุธร

พี่จะชี้ชมทรายแก้ว งามพรายแพร้วเชิงสิงขร

แม่น้ำสีทันดร สิงขรกั้นเป็นกันกง

จะพาชมพิทยาธร ฝูงกินนรแลเหมหงส์

เหล่าสัตว์ตระกูลวงศ์ อยู่ในดงเขาสัตตภัณฑ์

จะได้ชมนารีผล งามสกลดังแสร้งสรรค์

อยู่ยอดเขาอัสสกรรณ ฝูงคนธรรพ์มาชมเชย

จะพาไปไกรลาส เฝ้าเบื้องบาทพระสยม

ดูเทพมาบังคม จับระบำรำผาลา

เทพบุตรตีวงซ้าย สาวสวรรค์ย้ายมาฝ่ายขวา

แทรกเปลี่ยนเวียนไปมา กรคว้าไขว่ไล่พัลวัน

อย่าอาไลยมนุษย์เลย ไปชมเชยพิมานสวรรค์

ว่าพลางทางติดพัน ผันจุมพิตชิดชมนาง ฯ

กากีกรป้องปัด กรครุฑ

ไยจึงมายื้อยุด เหนี่ยวน้อง

ไม่เกรงพระปิ่นมกุฏ จอมราช เลยนา

มาอาจออกคำพร้อง ล่อเลี้ยวเจรจา ฯ

กากีกรป้องปัด ต้องสัมผัสด้วยปักษา

เสียวซ่านดาลกรีฑา มานะใจให้อัปมาน

ตอบรสพจน์วาที ต้องเจ้านี้โอหังการ

ไม่เกรงพระภูบาล ทั้งไภยพาลในอบาย

ถึงเป็นชายชาญสกา ไม่เจตนาอย่างพักหมาย

ฝ่ายเจ้าก็เลิศชาย สายสุริย์วงศ์พงศ์เทวัญ

เสวยทิพย์พิมานทอง ฝูงนางน้องล้วนสาวสวรรค์

ไม่ควรมาผูกพัน จะพากันตกนรกานต์

ซึ่งว่าจะพาชม บรมสุขสนุกสนาน

ขอบรสพจมาน ไม่ควรการอย่าเจรจา

ครุฑฟังสายสุดสวาท ปรามาสกนิษฐา

เจ้าดวงทิพย์มณฑา วาจาจัดสารพัดงอน

พี่ประมาทอาจหาญนัก เพราะจงรักเจ้าสายสมร

เท่าฟ้าแผ่นดินดอน ห่อนกลัวเวรเพราะหวังใจ

ขอฝากไมตรีจิต กว่าชีวิตจะตักไษย

ว่าพลางทางคว้าไขว่ สัพยอกเย้าหยอกนาง ฯ

กางกรอุ้มโอบแก้ว กากี

ปีกกระพือพาศรี สู่งิ้ว

ฉวยฉาบคาบนาคี เป็นเหยื่อ

หางกระหวัดรัดหิ้ว สู่ไม้รังเรียง ฯ

กางกรอุ้มโอบแก้ว เจ้างามแพร้วสบสรรพางค์

ปีกปกอกเอวนาง พลางคลึงเคล้าเต้าจรจรัล

ฉวบฉาบคาบนาคา เป็นภักษาพาผกผัน

หางกระหวัดรึงรัดพัน ดั้นเมฆามาสิมพลี

ดลสถานพิมานมาศ เกลียวกลมสวาทนาฎกากี

เหิมหวลยวลกามี ปรีดาแนบแอบอิงองค์

เริงรื่นชื่นเชยปราง พลางคลึงเคล้าเต้าบุษบง

กอดเกื้อเนื้อนวลหง ปลงสวาทชมสมเสพย์สมร

กากีแน่งน้อยนาฎ อภิวาทประนมกร

ก้มเกล้ากล่าวชอ้อน ซอนซบหน้าตาเมียงมัน

ปักษีกรีฑาชม ภิรมย์เปรมเกษมสันต์

กลมเกลียวเกี่ยวกรพัน ผันยั่วเย้าเคล้าคลึงชม

สองสุขสองสังวาส แสนสุดสวาทสองสู่สม

สองสนิทนิทรารมณ์ กลมเกลียวชู้สู่สมสอง

แย้มยิ้มพริ้มพรักตรา สาภิรมย์สมจิตปอง

แสนสนุกสุขสมพอง ในห้องแก้วแพรวพรรณราย

ลมพัดกลัดเมฆเกลื่อน ฟ้าลั่นเลื่อนแลบแสงพราย

วลาหกตกโปรยปราย สายสินธุ์นองท้องธารา

เหราร่าเริงรื่น ว่ายเคล้าคลื่นหื่นหรรษา

สองสมกลมกรีฑา เปนผาสุขทุกนิรันดร์ ฯ

วรรณคดีไทยเรื่อง พระมะเหลเถไถ

กวี :     คุณสุวรรณ

ประเภท :      บทละคร

คำประพันธ์ :     กลอนบทละคร:

สมัย :      รัตนโกสินทร์

ปีที่แต่ง : รัชกาลที่ 4

พระมะเหลเถไถ เป็นกลอนบทละครที่ประพันธ์โดยคุณสุวรรณ ที่ประพันธ์ขึ้นตามจินตนาการและแต่งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 มีความแปลกที่แต่งขึ้นเป็นภาษาบ้าง ไม่เป็นภาษาบ้างปะปนกันไปแต่ต้นจนปลาย แต่ใครอ่านก็เข้าใจความได้ตลอดเรื่อง ถูกกล่าวหาในสมัยนั้นว่าแต่งเมื่อ “เสียจริต” หรือ “มีสติฟุ้งซ่านผิดปกติ” เป็นเรื่องแปลกในวงการกวียุคนั้น

ส่วนใหญ่วางถ้อยคำที่ไม่เป็นภาษาไว้ใน 3 คำท้ายวรรคทุกวรรค กระบวนการแต่งกลอนบทละครก็ดำเนินไปตามธรรมเนียมการแต่งตามแบบฉบับของบทละคร มีการระบุชื่อเพลงที่ใช้ในการขับร้อง ขึ้นกลอนด้วยคำว่า “เมื่อนั้น” “บัดนั้น” “มาจะกล่าวบทไป” มีบทสระสรงแต่งองค์ทรงเครื่องของตัวละคร มีบทพรรณนาธรรมชาติ มีบทเกี้ยวพาราสี บทชมนาง เป็นต้น[1]

เนื้อเรื่องกล่าวถึง พระมะเหลเถไถ โอรส ท้าวโปลากะปาหงัน และ นางตาลากะปาลัน แห่งเมืองกะโปลา เมื่อพระมเหลเถไถประพาสป่าพระอินทร์อุ้มสมจนได้นางตะแลงแกง พระธิดา ท้าวมะไล เป็นชายา ขณะที่เดินทางกลับ เกิดรบชิงนางกับเจ้ายักษ์มาลาก๋อย

ผลงานนี้สร้างชื่อเสียงแก่คุณสุวรรณเป็นอย่างมาก จนทำให้เป็นที่รู้จักทั้งในหมู่หญิงชาววังและชนชั้นสูงทั่วไป โดยบทละครทั้งพระมะเหลเถไถและอุณรุทร้อยเรื่อง ได้รับการตีพิมพ์ในสมุดที่เรียกว่า เรื่องพระมะเหลเถไถเรื่อง 1 กับอุณรุทร้อยเรื่อง

บทละครเรื่องนี้ยังเป็นวรรณกรรมที่วิพากษ์งานวรรณกรรมด้วยกันด้วย โดยล้อเลียนวรรณคดีแบบฉบับโดยเฉพาะบทละครใน เป็นที่สังเกตว่า คุณสุวรรณเลือกใช้คำที่ไม่มีความหมายในภาษาไทยมาใส่ในบทละครเป็นจำนวนมาก แต่ผู้อ่านยังสามารถเข้าใจเนื้อเรื่องจากบริบทแวดล้อมได้ การวิพากษ์ในส่วนนี้ คือ การใช้ภาษาชวามลายูในบทพระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนา เนื่องจากบทประพันธ์เรื่องนี้ รัชกาลที่ 2 ทรงสรรคำและปรับคำจากภาษาชวามลายูมาใช้ในบทละครเป็นจำนวนมาก[2] ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ นิราชพระมเหลเถไถ เพื่อล้อบทละครเรื่องนี้

กากีกลอนสุภาพ

กากีกลอนสุภาพ เป็นวรรณคดีไทยประพันธ์ด้วยกลอนสุภาพ เล่าเรื่องเกี่ยวกับตำนานโบราณของนางกากี ฉบับที่ได้รับยกย่องว่าแต่งดี ไพเราะ เป็นสำนวนของเจ้าพระยาพระคลัง (หน) มีบทเด่นที่จัดว่าเป็นวรรคทองของเรื่องนี้ก็คือ

รื่นรื่นชื่นจิตพี่จำได้               เหมือนเมื่อไปร่วมภิรมย์ประสมศรี

ในสถานพิมานสิมพลี            กลิ่นยังซาบทรวงพี่ทั้งวรกาย

นิจจาเอ๋ยจากเชยมาเจ็ดวัน    กลิ่นสุคันธรสรื่นก็เหือดหาย

ฤๅว่าใครแนบน้องประคองกาย           กลิ่นสายสวาทซาบอุรามาฯ

เนื้อเรื่องย่อ

ท้าวพรหมทัตกษัตริย์แห่งนครพาราณสีแม้จะอายุมากแล้ว แต่ก็มีพระมเหสีรูปงามกลิ่นกายหอมชื่อว่านางกากี พระองค์รักและหลงใหลนางกากี ไม่ให้มหาดเล็ก คนสนิทที่เป็นชายเข้าใกล้หรือได้เห็นนางยกเว้นที่จำเป็นเพียงไม่กี่คนเท่านั้น หนึ่งในหนุ่มคนสนิทที่สามารถเข้าใกล้นางกากีได้คือ “นาฏกุเวร” ผู้เป็นคนธรรพ์รูปงามมีหน้าที่บรรเลงดนตรี แต่งกลอน ขับกล่อม ให้แก่ท้าวพรหมทัต ในยามที่พระองค์เล่นสกากีฬาโปรดปรานกับพระสหายสนิท ตามปกติคนธรรพ์เป็นกึ่งมนุษย์กึ่งเทวดาที่มีความสามารถสูง ยิ่งเป็นนาฏกุเวรผู้มีความเปรื่องปราชญ์ก็ยิ่งเป็นที่รักใคร่ไว้วางพระทัยของท้าวพรหมทัต นอกจากพระประยูรญาติที่ท้าวพรหมทัตโปรดให้เล่นสกาด้วยแล้ว พระองค์มีสหายสนิทผู้มีความลึกลับที่มีฝีมือการทอดสกาเทียบเท่าพระองค์นามว่าเวนไตย เวนไตยเป็นพญาครุฑที่มีวิมานชื่อฉิมพลี ตั้งอยู่ที่เชิงเขาพระสุเมรุเหนือดงงิ้ว ผู้มีร่างมาเป็นมานพรูปร่างสง่างามในเมืองมนุษย์ เวนไตยไม่ยอมบอกว่าตัวเองมาจากที่ไหน แต่ก็มาเล่นสกากับท้าวพรหมทัตอย่างสม่ำเสมอทุกๆ เจ็ดวัน

 

โคลงนิราศพระยาตรัง

กวี :       พระยาตรัง (พระยาตรังคภูมาภิบาล)

ประเภท :    นิราศ

คำประพันธ์ :   โคลงสี่สุภาพ

ความยาว :              126 บท

สมัย :      รัตนโกสินทร์(ต้นรัชกาลที่ 2)

ปีที่แต่ง : ราวพ.ศ. 2352

ชื่ออื่น :   โคลงนิราศถลาง

โคลงนิราศพระยาตรัง หรือ โคลงนิราศถลาง เป็นนิราศคำโคลง แต่งโดยพระยาตรังคภูมาภิบาล หรือที่รู้จักกันดีว่า พระยาตรัง ซึ่งเป็นเจ้าเมืองตรังในสมัยกรุงธนบุรี และช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ นิราศเรื่องนี้ไม่ปรากฏชื่อเรื่อง แต่เรียกกันโดยทั่วไปว่านิราศพระยาตรังบ้าง โคลงนิราศพระยาตรัง บ้างก็เรียก นิราศตรัง หรือโคลงนิราศถลาง

โคลงนิราศพระยาตรัง นับเป็นโคลงนิราศเรื่องหนึ่งที่ได้รับยกย่องว่าแต่งดี โดยีมอายุร่วมสมัยกัยโคลงนิราศของนายนรินทรธิเบศร์ หรือนิราศนรินทร์ ซึ่งจะว่าเป็นยอดของโคลงนิราศเช่นกัน

ประวัติ

นิราศเรื่องนี้ เข้าใจว่าพระยาตรังคงจะแข่งขึ้นเมื่อคราวออกศึกถลางครั้งที่ 2 ในต้นรัชกาลที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2352 เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ใหเยกทิพไปรบมือกับพม่า ที่ส่งกองทัพบุกมายังเมืองถลาง (ภูเก็ต)

เหตุการณ์ในครั้งนั้น เกิดขึ้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จขึ้นครองราชย์ได้เพียง 2 เดือน ก็มีการเกณฑ์ทัพลงไปทางหัวเมืองปักษ์ใต้ฝั่งตะวันตก จำนวนนับ 2 พันนาย โดยมีสมเด็จกรมพระราชวังบวรฯ เป็นจอมทัพ เสด็จออกจากกรุงเทพฯ เมื่อวันอังคาร เดือนอ้าย ขึ้น 13 ค่ำ ทั้งนี้ยังมีการรวบรวมพลในหัวเมืองทางใต้อย่างนครศรีธรรมราชเพิ่มเติมด้วย

นิราศเรืองนี้ตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรก ในหนังสือวชิรญาณ พร้อมด้วยนิราศตามเสด็จทัพลำน้ำน้อย เมื่อ ร.ศ. 121 (พ.ศ. 2445)

ต้นฉบับในหอสมุดแห่งชาติ มีสมุดไทย 7 เล่ม ด้วยกัน มีเนื้อหาแตกต่างกันไปบ้าง เล็กๆ น้อยๆ แต่มี 3 เล่ม ที่มีเนื้อหาครบถ้วน 126 บท ในการชำระและจัดพิมพ์ขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ. 2547 กรรมการชำระได้ทำหมายเหตุระบุเนื้อหาที่แตกต่างในแต่ละฉบับเอาไว้โดยละเอียด

พระยาตรังซึ่งรับราชการในกรุงเทพฯ เวลานั้นตามทัพไปในคราวนี้ด้วย แต่ไม่ได้ร่วมไปในทัพหลวง เพราะใช้เส้นทางเดินทัพต่างจากของนายนรินทรธิเบศร์ (อิน) โดยทัพของพระยาตรังเคลื่อนเข้าคลองลัด ไปทางเมืองสมุทรปราการ จนถึงปากน้ำ แล่นเรือเลียบชายฝั่งทะเลตะวันออก แล้วตัดข้ามทะเลไปตามชายฝั่งภาคใต้ จนถึงเมืองชุมพร แล้วเดินทางต่อไปถึงไชยา จากนั้นก็ย้อนกลับมาที่หลังสวน

คำประพันธ์

นิราศพระยาตรังแต่งด้วยโคลงสี่สุภาพเป็นหลัก โดยมีร่ายสุภาพนำเพียง 15 วรรค และยังนับเป็นวรรรณกรรมเพียงเรื่องเดียวของพระยาตรัง ที่แต่งเป็นโคลงสี่สุภาพ (นอกจากนี้ล้วนแต่งด้วยโคลงสี่ดั้น และเพลงยาว)

เนื้อหา

ช้วงต้นเป็นบทชมพระนคร และไว้ครูตามธรรมเนียมการประพันธ์ จากนั้นเป็นการพร่ำพรรณาความรู้สึกถึงหญิงที่รัก บรรยายสถานที่ระหว่างเส้นทาง โดยมักสอดแทรกความรู้สึกและเล่นคำพ้องเสียงที่เชื่อมโยงไปถึงอารมณ์ผูกพันที่มีต่อคนรักของตน โดยเล่าถึงสถานที่จาก วัดสามปลื้ม ฉางเกลือ วัดทอง วัดราชบุรณะ วัดดอกไม้ พระประแดง จนถึงปากน้ำ แล้วผ่านเกาะต่างๆ ถึงสามร้อยยอด สุดท้ายพรรณนาถึงเกาะทะลุ และแหลมไทร จากนั้นไม้ได้บรรยายสถานที่อีก

วรรณคดีเรื่อง อิลราชคำฉันท์

กวี :พระยาศรีสุนทรโวหาร (ผัน สาลักษณ)

ประเภท :    นิทาน

คำประพันธ์ :คำฉันท์

ความยาว :329 บท

สมัย :รัตนโกสินทร์

ปีที่แต่ง : พ.ศ. 2456

อิลราชคำฉันท์ เป็น วรรณคดี คำฉันท์ที่ได้รับการยกย่องว่าแต่งดี มีความไพเราะ และนิยมใช้เป็นแบบอย่างในการแต่งคำฉันท์มาช้านาน แม้จะมีความยาวเพียง 329 บท ตีพิมพ์เป็นหนังสือเล่มเล็กเพียง 36 หน้ากระดาษเท่านั้น นับเป็นคำฉันท์อีกเรื่องหนึ่งที่นักศึกษาวรรณคดีเอ่ยถึงเสมอ

ผู้ประพันธ์อิลราชคำฉันท์คือ พระยาศรีสุนทรโวหาร (ผัน สาลักษณ) แต่งเมื่อครั้งยังมีบรรดาศักดิ์เป็นหลวง ที่ หลวงสารประเสริฐ

ประวัติ

ในสมัยรัชกาลที่ 6 นับว่าเป็นยุคทองของวรรณคดีไทยอีกยุคหนึ่ง ด้วยองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นกวี ขณะเดียวกันการศึกษาในประเทศก็กว้างขวางมากขึ้น อีกทั้งยังมีนักเรียนไทยได้รับทุนการศึกษาไปเรียนในต่างประเทศ วงการวรรณกรรมจึงมีความคึกคักและเปลี่ยนไหวมากเป็นพิเศษ

อย่างไรก็ตาม พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นห่วงว่า ธรรมเนียมการแต่งคำประพันธ์อันงดงามแบบเดิมนั้น กำลังจะเลือนหายไป เพราะผู้คนจำนวนมากมองว่าเก่าคร่ำครึ ล้าสมัย จึงทรงแนะนำให้หลวงสารประเสริฐ (ในเวลานั้น) ได้แต่งหนังสือตามธรรมเนียมดั้งเดิมไว้บ้าง เพื่อเพิ่มพูนและผดุงรักษาวรรณศิลป์อย่างเดิมเอาไว้

หลวงสารประเสริฐยังไม่ได้แต่งหนังสือตามรับสั่ง เพราะยังหาเรื่องไม่ได้ แต่ครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์เรื่อง “บ่อเกิดรามเกียรติ์” หลวงสารประเสริฐได้อ่าน นิทานเรื่องอิลราช ในอุตตรกัณฑ์แห่งรามายณะ ก็ชอบใจ และเอามาเป็นเนื้อหาที่จะแต่งหนังสือตามรับสั่งดังกล่าว

เนื้อเรื่อง

ในนครพลหิกา มีกษัตริย์ครองนคร ทรงพระนามว่า ท้าวอิลราช เป็นกษัตริย์ที่เปี่ยมด้วยคุณธรรม วันหนึ่งในวสันตฤดู ทรงออกป่าล่าสัตว์พร้อมบริวาร จนถึงตำบลที่กำเนิดของพระขันทกุมาร ในเวลานั้น พระอิศวรกำลังล้อเล่นกับพระอุมา ชายา ทรงจำแลงกายเป็นสตรี และบันดาลให้ทุกสิ่งในนั้นเป็นสตรีทั้งหมด ครั้นเมื่อท้าวอิลราชและข้าราชบริพารผ่านเข้าไปในป่าดังกล่าว ก็กลายเป็นสตรีไปทั้งหมด

ครั้นเมื่อท้าวอิลราชกลายเป็นสตรี ก็ตกใจ ทูลขออภัยจากพระอิศวร พระอิศวรไม่ทรงยอม แต่พระอุมาเทวีประทานพรให้กึ่งหนึ่ง คือเป็นบุรุษและสตรีสลับกันไปเดือนละเพศ เมื่อเป็นบุรุษ ชื่อ อิราช เมื่อเป็นสตรี ชื่อนางอิลา

เมื่อถึงเดือนที่เป็นสตรี นางอิลาและบริวารสตรีพากันไปเที่ยวเล่นในป่า และเผอิญพบกับพระพุธ ที่กำลังบำเพ็ญตบะในป่า นางอิลาได้อยู่เป็นชายาของพระพุธ จนครบเดือน เมื่อเป็นบุรุษ ก็ลืมความเป็นไปในภาคสตรีเพศ และเป็นเช่นนี้กระทั่งเก้าเดือน นางอิลาก็ให้ประสูติกุมารองค์หนึ่ง พระพุธให้นามว่า ปุรุรพ

เมื่อท้าวอิลราชคืนมาเป็นบุรุษ พระพุธเห็นใจ จึงประชุมมหาฤษีเพื่อหาทางแก้ไขคำสาปให้แก่ท้าวอิลราช ในที่สุดที่ประชุมตกลงทำพิธีอัศวเมธ ทำให้ท้าวอิลราชคืนมาเป็นเพศบุรุษอีกครั้ง

คำประพันธ์

อิลราชคำฉันท์ แต่งด้วยคำประพันธ์ประเภทฉันท์ ประกอบด้วยฉันท์ชนิดต่างๆ 15 ชนิด เป็นกาพย์ 2 ชนิด คือ กาพย์ฉบัง และกาพย์สุรางคนางค์ ฉันท์ในเรื่องนี้ ได้แก่ กมลฉันท์, โตฏกฉันท์, ภุชงคประยาตฉันท์, มาณวกฉันท์, มาลินีฉันท์, วสันตดิลกฉันท์, สัททุลวิกกีฬิตฉันท์, สัทธราฉันท์, สาลินีฉันท์, อินทรวิเชียรฉันท์, อินทวงศ์ฉันท์, อีทิสังฉันท์, อุปชาติฉันท์, อุปัฏฐิตาฉันท์ และ อุเปนทรวิเชียรฉันท์