ตู้ฝู่ ปราชญ์แห่งกวี

ในประวัติวรรณคดีจีน ผู้คนมักจะใช้คำว่า “หลี่ตู้”เป็นตัวแทนความสำเร็จสูงสุดของบทกวีสมัยราชวงศ์ถังของจีน “หลี่”หมายถึงหลี่ไป๋ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกว่าเป็น“เซียนแห่งกวี”ของจีน“ตู้”หมายถึงตู้ฝู่ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น“ปราชญ์แห่งกวี”ของจีน

ตู้ฝู่เกิดในปีค.ศ. 712  เป็นหลานชายของตู้เสินหยวน กวีผู้มีชื่อเสียง ตู้ฝู่เป็นคนเฉลียวฉลาดตั้งแต่เยาว์วัย เป็นคนขยัน ชอบศึกษา มีความรอบรู้  ตู้ฝู่สามารถแต่งบทกลอนได้ตั้งแต่อายุเพียง 7 ขวบ เมื่อเติบใหญ่ นอกจากเป็นกวีชื่อดังแล้ว เขายังเชี่ยวชาญในด้านอื่นๆด้วย อาทิ ศิลปะการเขียนตัวอักษรและภาพด้วยพู่กันจีน เล่นดนตรี  ขี่ม้าและรำกระบี่

ตั้งแต่เป็นเยาวชน ตู้ฝู่ก็เป็นคนมีอุดมการณ์ เมื่ออายุได้ 19 ปีก็เริ่มออกท่องเที่ยวไปทั่วประเทศ ใช้ชีวิตตามสบาย ระยะนั้นเป็นช่วงเวลาที่ราชวงศ์ถังเจริญรุ่งเรืองที่สุด ตู้ฝู่ได้ท่องเที่ยวไปตามภูเขาและแม่น้ำที่มีชื่อเสียงหลายแห่งของจีน ช่วยให้เขาเปิดโลกทัศน์ได้กว้างขวางยิ่งขึ้น และได้แต่งบืกวีที่มีชื่อเสียงโด่งดังมีถ้อยคำเป็นอมตะมาจนทุกวันนี้  นั่นก็คือ “ฮุ่ยตังหลิงเจวี๋ยติ่ง อี้หล่านจ้งซานเสี่ย”หมายความว่า “ยืนอยู่บนยอดภูเขาสูง แลเห็นทิวเขาเป็นเทือกเล็กอยู่เบื้องล่าง”

ตู้ฝู่ก็เหมือนปัญญาชนอื่น ๆ ส่วนมาก  มุ่งหวังจะก้าวหน้าในหน้าที่ราชการ และเคยใช้ความสามารถในการแต่งบทกวีไปคบหาสมาคมกับพวกเจ้าขุนมูลนาย เขาเคยเข้าร่วมการสอบคัดเลือกขุนนางระดับชาติ แต่ก็ประสบความล้มเหลวทุกครั้ง

ในวัยกลางคน ตู้ฝู่อาศัยอยู่ในกรุงฉางอาน ราชธานีของราชวงศ์ถัง มีชีวิตยากจนข้นแค้นมาก เขาเห็นหรูหราและสุรุ่ยสุร่ายของพวกเจ้าขุนมูลนายผู้ทรงอำนาจและสภาพที่คนจนต้องอดตายในท้องถนนเพราะขาดเครื่องนุ่งห่มและอาหารซึ่งเป็นภาพที่แสนเศร้าน่าเวทนา  เขาจึงแต่งบทกวีบทหนึ่งวิพากษ์วิจารณ์สภาพดังกล่าว ซึ่งก็คือ “จูเหมินจิ่วโร่วโช่ว ลู่โหย่วต้งสื่อกู่”แปลเป็นไทยว่า “ทวารแดงพะแนงเหล้าบูด ตามท้องถนนมีแต่โครงกระดูกของผู้ตายด้วยความหนาวและอด” ความล้มเหลวในวิถีชีวิตขุนนางและความทุกข์ยากของชีวิต ทำให้ตู้ฝู่ตระหนักถึงความเหลวแหลกเน่าเฟะของชนชั้นปกครองและความทุกข์ทรมานของประชาชน เขาจึงค่อยๆเปลี่ยนเป็นกวีที่เป็นห่วงชาติบ้านเมืองและประชาชน

ในปีค.ศ.755 ตู้ฝูมีอายุ 43 ปี เขามีโอกาสเป็นขุนนางตำแหน่งหนึ่ง แต่เป็นขุนนางอยู่ได้เพียงเดือนเดียว ราชวงศ์ถังก็เกิดภาวะปั่นป่วนเพราะสงคราม หลังจากนั้น ภัยสงครามก็ยืดเยื้อลุกลามต่อเนื่องไป ทำให้ตู้ฝู่ต้องพลัดที่นาคาที่อยู่ ผ่านประสบการณ์ชีวิตที่ลำบากจนโชกโชน ทำให้เขายิ่งตื่นตัวและเข้าใจความเป็นจริงของสังคมได้ลึกซึ้งขึ้น ในช่วงเวลานี้ ตู้ฝู่ได้แต่งบทกวีที่มีชื่อเสียงหลายต่อหลายบท อาทิ บท“สือหาวลี่” “ถงกวนลี่”“ซินอันลี่”“ซินฮุนเปี๋ย”“ฉุยเหล่าเปี๋ย”และ“อู๋เจียเปี๋ย”  บทกวีเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเห็นอกเห็นใจอย่างสุดซึ้งของกวีที่มีต่อประชาชนและความเคียดแค้นของเขาที่มีต่อสงคราม

ค.ศ.759 ตู้ฝู่ผิดหวังอย่างสิ้นเชิงต่อการเมืองอย่างแท้จริง จึงลาออกจากการเป็นขุนนาง เวลานั้น กรุงฉางอานกำลังเกิดภัยแล้ง ตู้ฝู่ยากจนจนไม่สามารถเลี้ยงชีวิตครอบครัวต่อไปได้ เขาจึงพาครอบครัวลี้ภัยไปถึงเมืองเฉิงตูในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ด้วยความช่วยเหลือจากเพื่อนฝูง ตู้ฝู่กับครอบครัวใช้ชีวิตในเมืองเฉิงตูอย่างเงียบสงบเป็นเวลา 4 ปี ในยามตกทุกข์ได้ยาก ตู้ฝู่ได้แต่งบทกวี “เหมาอูเหวยชิวเฟิงสั่วพั่วเกอ” เล่าถึงสภาพตกทุกข์ได้ยากของครอบครัวตน จากประสบการณ์ชีวิตของเขาทำให้ตู้ฝู่นึกถึงประชาชนทั่วไปที่มีชีวิตยากลำบากเช่นกัน ทำให้เกิดความใฝ่ฝันอยากจะมีบ้านพักอาศัยเป็นเรือนพันเรือนหมื่นห้องเพื่อขจัดความทุกข์ของประชาชนผู้ยากจนที่ไร้ที่พักอาศัย จนกระทั่งเกิดความคิดยินดีจะอุทิศตนถ้าแลกรอยยิ้มของประชาชนผู้ตกทุกข์ได้ยากมาได้ บทกวีของตู้ฝู่บทนี้เปี่ยมไปด้วยความจริงใจสุดซึ้ง สะท้อนให้เห็นจิตใจสูงส่งของกวีผู้นี้

ค.ศ.770 ตู้ฝู่เสียชีวิตระหว่างทางเร่ร่อนลี้ภัย  ผลงานบทกวีของท่านที่เหลือไว้แก่ชนรุ่นหลังมีกว่า 1400 บท บทกวีของท่านสะท้อนถึงภาพรวมของสังคมในช่วงเวลากว่า 20 ปีที่ราชวงศ์ถังเกิดภัยสงคราม จากประเทศเข้มแข็งกลายเป็นประเทศอ่อนแอในที่สุด เป็นบทกวีเชิงประวัติศาสตร์ที่มีเนื้อหากว้างขวาง บทกลอนของตู้ฝู่มีรูปแบบหลากหลาย รับเอาจุดเด่นของกวีผู้อื่นมาปรับใช้เป็นของตน บทกวีของท่านมีเนื้อหากว้างขวางและลึกซึ้ง เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกจริงใจสุดซึ้ง  ตู้ฝู่ยังได้ริเริ่มพัฒนาศิลปะการแต่งบทกลอนใหม่ ๆ และได้ขยายขอบเขตเนื้อหาและรูปแบบในการแต่งบทกลอนให้กว้างขวางออกไปอีกด้วย จนมีอิทธิพลอย่างมากต่อชนรุ่นหลัง

Comments are closed.