วรรณคดีไทยเรื่อง พระมะเหลเถไถ

กวี :     คุณสุวรรณ

ประเภท :      บทละคร

คำประพันธ์ :     กลอนบทละคร:

สมัย :      รัตนโกสินทร์

ปีที่แต่ง : รัชกาลที่ 4

พระมะเหลเถไถ เป็นกลอนบทละครที่ประพันธ์โดยคุณสุวรรณ ที่ประพันธ์ขึ้นตามจินตนาการและแต่งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 มีความแปลกที่แต่งขึ้นเป็นภาษาบ้าง ไม่เป็นภาษาบ้างปะปนกันไปแต่ต้นจนปลาย แต่ใครอ่านก็เข้าใจความได้ตลอดเรื่อง ถูกกล่าวหาในสมัยนั้นว่าแต่งเมื่อ “เสียจริต” หรือ “มีสติฟุ้งซ่านผิดปกติ” เป็นเรื่องแปลกในวงการกวียุคนั้น

ส่วนใหญ่วางถ้อยคำที่ไม่เป็นภาษาไว้ใน 3 คำท้ายวรรคทุกวรรค กระบวนการแต่งกลอนบทละครก็ดำเนินไปตามธรรมเนียมการแต่งตามแบบฉบับของบทละคร มีการระบุชื่อเพลงที่ใช้ในการขับร้อง ขึ้นกลอนด้วยคำว่า “เมื่อนั้น” “บัดนั้น” “มาจะกล่าวบทไป” มีบทสระสรงแต่งองค์ทรงเครื่องของตัวละคร มีบทพรรณนาธรรมชาติ มีบทเกี้ยวพาราสี บทชมนาง เป็นต้น[1]

เนื้อเรื่องกล่าวถึง พระมะเหลเถไถ โอรส ท้าวโปลากะปาหงัน และ นางตาลากะปาลัน แห่งเมืองกะโปลา เมื่อพระมเหลเถไถประพาสป่าพระอินทร์อุ้มสมจนได้นางตะแลงแกง พระธิดา ท้าวมะไล เป็นชายา ขณะที่เดินทางกลับ เกิดรบชิงนางกับเจ้ายักษ์มาลาก๋อย

ผลงานนี้สร้างชื่อเสียงแก่คุณสุวรรณเป็นอย่างมาก จนทำให้เป็นที่รู้จักทั้งในหมู่หญิงชาววังและชนชั้นสูงทั่วไป โดยบทละครทั้งพระมะเหลเถไถและอุณรุทร้อยเรื่อง ได้รับการตีพิมพ์ในสมุดที่เรียกว่า เรื่องพระมะเหลเถไถเรื่อง 1 กับอุณรุทร้อยเรื่อง

บทละครเรื่องนี้ยังเป็นวรรณกรรมที่วิพากษ์งานวรรณกรรมด้วยกันด้วย โดยล้อเลียนวรรณคดีแบบฉบับโดยเฉพาะบทละครใน เป็นที่สังเกตว่า คุณสุวรรณเลือกใช้คำที่ไม่มีความหมายในภาษาไทยมาใส่ในบทละครเป็นจำนวนมาก แต่ผู้อ่านยังสามารถเข้าใจเนื้อเรื่องจากบริบทแวดล้อมได้ การวิพากษ์ในส่วนนี้ คือ การใช้ภาษาชวามลายูในบทพระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนา เนื่องจากบทประพันธ์เรื่องนี้ รัชกาลที่ 2 ทรงสรรคำและปรับคำจากภาษาชวามลายูมาใช้ในบทละครเป็นจำนวนมาก[2] ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ นิราชพระมเหลเถไถ เพื่อล้อบทละครเรื่องนี้

วรรณคดีไทยเรื่อง ไชยทัต

ประเภท :บทละครนอก,กลอนสวด

คำประพันธ์ :กลอนบทละคร,กาพย์

สมัย : อยุธยา

ชื่ออื่น :  ไชยสุริวงศ์

 

ไชยทัต เป็นวรรณคดีนิทานเรื่องหนึ่งในจำนวน ๑๔ เรื่องที่เป็นที่นิยมกันมากในสมัยอยุธยาตอนปลาย โดยมากมักจะนำมาเล่นเป็นละครนอก, ละครหุ่นหลวง หรือแม้กระทั่งนำมาเป็นกลอนสวด เพื่อสวดอ่านตามวัดต่างๆ ของภาคกลางในสมัยก่อน รวมทั้งยังนำมาเป็นการแสดงในงานมหรสพสมโภชต่าง ๆ เช่น งานสมโภชพระพุทธบาท ดังมีหลักฐานปรากฏในวรรณคดีสมัยอยุธยา เรื่องปุณโณวาทคำฉันท์ของพระมหานาค วัดท่าทราย ที่ได้พรรณนาถึงการแสดงละครหุ่นหลวงไว้ดังนี้

ฝ่ายหุ่นก็ตั้งโห่       ศัพทส้าวกระโหมโครม

ชูเชิดพระโคโดม   ทวิพราหมณรณรงค์

เริ่มเรื่องพระไชยทัต             จรเสด็จพนาพง

ลอบล้อมมฤคยง   อสุรท้าวกุเวรแปลงฯ

 

ตอนที่นิยมนำมาเล่นกันมากในการแสดงละครนอกและละครหุ่นหลวงคือ ตอนไชยทัตต้องคุณนอกจากนี้ เรื่องไชยทัตก็ยังได้รับความนิยมมาจนถึงสมัยกรุงธนบุรีและสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น

 

เนื้อเรื่อง

พระไชยทัตเป็นโอรสของท้าวโกมลกับนางแก้วจิตราผู้ครองเมืองพรหมกุศนครเมื่อตอนเกิดมาก็มีศรวิเศษและม้าคู่บุญบารมีเกิดตามมาด้วย ต่อมาไชยทัตก็ได้อภิเษกกับนางสุพรรณทลิกาซึ่งเป็นธิดากษัตริย์ที่ท้าวโกมลได้เลือกไว้ให้ วันหนึ่งไชยทัตพานางสุพรรณทลิกาขี่ม้าชมอุทยาน พญายักษ์กระเวน ออกหาอาหารในป่า เห็นมนุษย์ก็คิดจับกินจึงแปลงเป็นกวางทองมาล่อให้ไชยทัตออกตาม จนพลัดกับเหล่าทหารเสนา ยักษ์กุเวรกลับคืนร่างเดิมแล้วไล่จับกิน พระไชยทัตหลบหนีเข้าไปซ่อนในโพรงไม้ด้วยความช่วยเหลือของรุกขเทวดา ยักษ์กุเวรครั้นหาไม่พบจึงจับม้ากินแล้วกลับไป

 

กล่าวถึงพระดาบสเก็บกุมารีน้อยได้จากผลมะเดื่อใหญ่ จึงนำมาเลี้ยงดูจนโตแล้วตั้งชื่อว่า นางอุทุมพรนางอยู่คอยปรนบัติอุปัฏฐากพระฤๅษี จนกระทั่งวันหนึ่งพญายักษ์คนธรรพ์ครองเมืองอินทปัทม์ ผ่านมาเห็นนางก็ชอบใจ จงได้มาสู่ขอกับพระฤๅษีแต่ถูกปฏิเสธ เนื่องจากพระฤๅษีได้ดูดวงชะตาแล้วนางอุทุมพรต้องเป็นชายาของกษัตริย์ไชยทัตเท่านั้น

 

จนกระทั่งพระไชยทัตรอนแรมมาในป่ามาถึงอาศรมพระฤๅษี ได้พบกับนางอุทุมพรแล้วได้นางเป็นชายาพระฤๅษีจึงทำพิธีวิวาห์ให้ ยักษ์คนธรรพ์ยังไม่ยอมล้มเลิกความตั้งใจ จึงแปลงเป็นพระไชยทัตเข้ามาสวมรอยหานาง ขณะที่พระไชยทัตตัวจริงออกหาผลไม้ในป่า พระฤๅษีเสกมนต์ขัดขวางไว้ได้ทัน พญายักษ์จึงบันดาลให้หมอกคลุมไปทั่วแล้วอุ้มนางเหาะหนีไป พระไชยทัตจึงแผลงศรวิเศษเป็นตาข่ายเพชรกั้นไว้ พญายักษ์สู้ไม่ได้จึงต้องเหาะหนีไป

 

พระไชยทัตได้ติดตามไปจนพบกระดูกม้าซึ่งถูกยักษ์กระเวนจับกิน จึงเก็บมาให้พระดาบสชุบชีวิตให้ใหม่ และมีฤทธิ์มากกว่าเดิมเหาะเหินเดินอากาศได้ พระไชยทัตจึงอำลาพระฤๅษีแล้วพานางอุทุมพรกลับเมือง พระฤๅษีได้มอบของวิเศษเป็นน้ำมันชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นมอบติดตัวไป ระหว่างแวะพักหลับนอนกลางทาง ม้าวิเศษถูกพญายักษ์คนธรรพ์ลักไป พระไชยทัตออกติดตามม้าจึงพลัดพรากจากนางอุทุมพร ระหว่างทางนางยักษ์วาสันซึ่งเป็นมเหสีของยักษ์กระเวนออกมาเที่ยวป่าเห็นนางอุทุมพรกระเซอะกระเซิงจึงไม่คิดจับกิน กลับจับนางไปเป็นสาวใช้ซึ่งขณะนั้นนางกำลังตั้งครรภ์อยู่

 

พระไชยทัตออกติดตามม้ากลับมาไม่พบนางอุทุมพรจึงออกติดตาม พบยักษ์คนธรรพ์นอนสิ้นชีวิตอยู่ในป่าจึงใช้น้ำมันชุบขึ้นมา พญายักษ์ซาบซึ้งบุญคุณจึงยอมถวายตัวเป็นทาสรับใช้แล้วเล่าความจริงให้ฟังว่า ตนขี่ม้าเหาะข้ามเมืองของท้าวสนตรา ถูกยักษ์สนตราฆ่าตายแล้วแย่งเอาม้าไป แล้วทั้งสองจึงพากันออกติดตามไปจนถึงเมืองของท้าวสนตรา

 

พญายักษ์คนธรรพ์ออกอุบายชักนำให้พระไชยทัตลอบเข้าหานางวรจันทร์ซึ่งเป็นธิดาของยักษ์สนตรา จนได้นางเป็นชายา ความล่วงรู้ไปถึงท้าวสนตราก็โกรธกริ้วยิ่งนัก สั่งให้สุนธรน้องชายของนางวรจันทร์ไปตาม ก็แพ้พระไชยทัตกลับมา ท้าวสนตราจึงให้วาทีขุนยักษ์นำไพร่พลล้อมจับพระไชยทัตขังไว้ในกรงเหล็กรวมกับม้าของพระองค์ พญายักษ์คนธรรพ์ลอบเข้ามาฆ่าพลทหารยักษ์แล้วทำลายกรงเหล็กช่วยพระไชยทัตออกมาได้สำเร็จ พระไชยทัตต่อสู้กับยักษ์สนตราจนสามารถแผลงศรไปฆ่ายักษ์สนตราได้สำเร็จ แล้วจึงอภิเษกให้ยักษ์สุนธรซึ่งเป็นน้องชายของนางวรจันทร์ครองเมืองต่อไป พร้อมทั้งฝากนางวรจันทร์ไว้ ส่วนพระองค์พร้อมทั้งยักษ์คนธรรพ์และม้าก็ออกติดตามนางอุทุมพรต่อไป

 

ระหว่างทางก็พบกับยักษ์กระเวนนอนตายอยู่กลางป่า จึงชุบชีวิตให้ฟื้นแล้วไต่ถามได้ความว่านางวาสันส่งนางอุทุมพรไปอยู่ที่สวนขวาพญาครุฑเอานางกลับไปยังวิมานฉิมพลี ฝ่ายพญาครุฑก็ไม่สามารถเข้าใกล้นางได้เพราะนางอธิษฐานขอให้เป็นกระเทย ไชยทัตจึงได้ออกติดตามแล้วฆ่าพญาครุฑเสีย

 

จากนั้นทั้งหมดก็พากันกลับเมืองพรหมกุศ ไชยทัตก็ฝากนางไว้กับพระมารดาและนางสุพรรณทลิกา ส่วนตนจะกลับไปรับนางวรจันทร์กลับมา นางสุพรรณทลิกามีจิตริษยานางอุทุมพร จึงกระทำทารุณนางต่าง ๆ นา ๆ ใช้ให้ทำงานหนักแล้วส่งไปอยู่กับตายายที่สวนขวา ครั้นทางอุทุมพรคลอดโอรส ก็สั่งให้นางกำนัลจับไปใส่หีบทิ้งน้ำ พร้อมทั้งกล่าวหาว่านางอุทุมพรคบชู้ พระฤๅษีซึ่งเป็นบิดาของนางอุทุมพรทราบด้วยญาณจึงมารับพระกุมารไปเลี้ยงตั้งชื่อให้ว่าไชยสุริวงศ์

 

พระไชยทัตเมื่อกลับมาถึงเมืองพร้อมกับนางวรจันทร์ และพระโอรสชื่อทรงภานุต แล้วพากันเข้าเฝ้าพระชนนี นางแก้วจิตราเมินหมางกับนางอุทุมพร นางอุทุมพรก็เข้าเฝ้าแล้วเล่าความจริงให้ฟังทั้งหมด นางแก้วจิตราจึงให้ตามนางสุพรรณทลิกามาซักถาม นางสุพรรณทลิกาไม่ยอมรับกลับเข้าตบตีนางอุทุมพร พระไชยทัตกริ้วจึงให้ลงโทษนางสุพรรณทลิกา นางสุพรรณคีรีซึ่งเป็นมารดาของนางสุพรรณทลิกาจึงให้หลวงชีสัทธามาทำเสน่ห์ถึง ๒ ครั้ง พระไชยทัตต้องคุณจนคลุ้มคลั่ง แต่นางแก้วจิตราเข้าแก้ได้ โดยให้วาทีขุนยักษ์เรียกรูปรอยที่หลวงชีสัทธาทำไว้มาทำลาย นางสุพรรณทลิกาไม่เห็นพระไชยทัตมาหาจึงทำพิธีอีก วาทีขุนยักษ์จึงเข้าแก้ไขโดยให้ยักษ์คนธรรพ์ไปห้ามรถพระอาทิตย์ไว้ไม่ให้ขึ้นสู่ขอบฟ้าก่อนพระไชยทัตฟื้น เพราะพระไชยทัตคือองค์นารายณ์อวตารมา และให้เก็บใบจักรนารายณ์มาเป็นยาแก้

 

เมื่อพระไชยทัตอาการเป็นปกติแล้ว ยักษ์คนธรรพ์ก็รับอาสาไปจับหลวงชีสัทธา พร้อมทั้งสมุนคือ เณรชัย และ เณรพร โดยมีการแปลงเป็นสัตว์ต่าง ๆ ไล่จับกันจนได้ตัว นางสุพรรณทลิกาไม่ยอมรับในเรื่องทำเสน่ห์ กลับกล่าวหานางอุทุมพรโดยมีพยานปรักปรำ นางอุทุมพรจึงขอพิสูจน์ความดีด้วยการลุยไฟเทวดาจึงพรมน้ำทิพย์รักษาไว้เพราะนางบริสุทธิ์ ส่วนนางสุพรรณทลิกาถูกไฟลวกจนปวดแสบปวดร้อน เมื่อความจริงปรากฏ ไชยทัตจึงให้ประหารชีวิตนางสุพรรณทลิกา หลวงชีสัทธา เณร และตายายที่บังคับนางอุทุมพรทำงานหนัก แต่นางอุทุมพรขอชีวิตไว้เนื่องจากนางสุพรรณทลิกาตั้งครรภ์จึงถูกลดโทษเพียงแค่เนรเทศออกจากเมืองไป เนื้อความตามต้นฉบับตัวเขียนจบลงเพียงเท่านี้