วรรณคดี ลิลิตนิทราชาคริต

                         

       ลิลิตนิทราชาคริตนี้  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชนิพนธ์เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๒  โดยทรงแปลเก็บเนื้อความมาจากนิทาน เรื่อง ” The Sleeper Awaken “ซึ่งเป็นนิทานอาหรับโดยไม่ทราบว่าใครแต่ง  และแต่งเมื่อใด

 

ความมุ่งหมาย

พระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์ในงานปีใหม่

 

ลักษณะการแต่ง

แต่งเป็นลิลิตสุภาพ  มีร่ายและโคลงสลับกัน

 

เนื้อหาสาระ

เป็นนิทานเรื่องหนึ่งที่นางเซหะระซัดเล่าถวายพระราชา  โดยเล่าว่า พระเจ้ากาหลิบพระองค์หนึ่งพระนามว่า  พระเจ้าฮารูนอาลราษจิต  เสวยราชสมบัติ ณกรุงแบกแดด  พระองค์ทรงปลอมเป็นพ่อค้า  เที่ยวสัญจรไปตามเมืองต่างๆอยู่เนืองนิตย์  ประชาชนจึงอยู่เย็นเป็นสุขเรื่อยมามีทายาทของนายพาณิชผู้มั่งมีคนหนึ่งชื่อ  อาบูหะซัน  เมื่อบิดาสิ้นชีพแล้ว  เขาจึงแบ่งทรัพย์สมบัติออกเป็น ๒ ส่วน  ส่วนหนึ่งซื้อที่ดินเรือกสวนไร่นาและตึกรามบ้านช่องไว้ให้คนเช่าอีกส่วนหนึ่งเก็บไว้เพื่อการสำราญเลี้ยงเพื่อนฝูงและนารี  โดยไม่คิดทำการค้าขายอีต่อไป  อาบูประพฤติเช่นนี้เป็นเวลา ๑ ปี เงินทองก็หมดสิ้นไป  จึงเที่ยวยืมเงินเพื่อนฝูง แต่กลับต้องผิดหวังเมื่อเพื่อนฝูงหลบหน้า และพากันรังเกียจ  เขาจึงพากเพียรเก็บออมเงินทองเพื่อค้าขายใหม่   ในไม่ช้าเขาก็กลับมามั่งคั่งตามเดิม  เขาได้ตั้งสัตย์ไว้ในใจว่าจะไม่คบเพื่อนฝูงในเมืองแบกแดดอีกเป็นอันขาดและจะคบแต่เพื่อนต่างเมืองเท่านั้น  เพียงคืนเดียว เมื่อพบปะกันอีกก็จะทำเป็นไม่รู้จัก

 

วันหนึ่งพระเจ้าฮารูนอาลราษจิต  ปลอมพระองค์เป็นพ่อค้ามาเมืองมุศสุล มีทาสผิวดำมาด้วยคนหนึ่ง  เมื่อเสด็จมาถึงบ้านอาบูจึงได้รับเชิญให้เข้าไปในบ้านของตน และบอกว่าจะต้อนรับเพียงคืนเดียว  พระเจ้ากาหลิบเห็นแปลกก็รับเชิญ  ขณะบริโภคอาหารและดื่มสุราอย่างสนุกสนานนั้นพระเจ้ากาหลิบพยายามลวงถามถึงชีวิตอาบู  และความเป็นไปของคนในแบกแดด อาบูก็เล่าความจริง   ถึงอีแมนซึ่งเป็นอาจารย์และศิษย์ทั้งสี่  ว่าประพฤติตนชั่วช้าและเล่าต่ออีกว่า  หากเขาเป็นพระเจ้ากาหลิบจะจับอีแมนกับศิษย์มาเฆี่ยนประจานให้หลาบจำ  ตกดึกพระเจ้ากาหลิบจึงโรยยาสลบให้อาบูดื่ม  เมื่ออาบูสิ้นสติจึงสั่งทาสให้แบกอาบูเข้าวังทันที

พระเจ้ากาหลิบจึงสั่งให้แต่งเครื่องทรงอาบูอย่างกษัตริย์  และกำชับขุนนางให้ปฏิบัติกับอาบูเหมือนปฏิบัติกับพระองค์  ครั้งรุ่งขึ้นอาบูตื่นจึงคิดว่าตนฝันไป  แต่เหล่าสนมและอำมาตย์ยืนยันว่าเขาคือกาหลิบจริงๆ  อาบูจึงเคลิ้มว่าตนเป็นกาหลิบจึงๆบ้าง  เมื่อเสด็จออกว่าการ อาบูกาหลิบก็ตัดสินข้อราชการได้ถูกต้อง  พร้อมสั่งพวกนครบาลไปจับตัวอีแมนและศิษย์ทั้งสี่มาลงโทษประจาน  และสั่งให้นำทองคำพันลิ่มไปมอบให้นางจอบแก้วผู้เป็นมารดาด้วย

 

ตกค่ำเมื่อเสวยพระกระยาหาร  นางกำนัลนามว่าฟองไข่มุกลอบวางยาสลบลงในถ้วยสุราเมื่ออาบูสิ้นสติแล้วพระเจ้ากาหลิบจึงรับสั่งให้เปลี่ยนชุด  และให้ทาสดำแบกไปส่งบ้านเดิมของเขารุ่งขึ้นอาบูตื่นขึ้นเวลาบ่าย  ยังคงเพ้อพกถึงความสนุกสนานในวัง ครั้งมารดามาเตือนว่าตนเองคืออาบูก็กลับทุบตีมารดา  ชาวบ้านจึงจับเขาไปส่งโรงพยาบาลโรคจิต    อาบูถูกโบยตีสาหัสจึงมีสติเช่นเดิม

 

หลังจากนั้นอีกเดือนหนึ่งพระเจ้ากาหลิบจึงปลอมพระองค์มาหาอาบูใหม่  และทรงกระทำเช่นเดิมอีกนครั้งนี้อาบูเกิดสนุกสนานจนลุกขึ้นมาเต้นรำกับสนมกำนัล  พระเจ้ากาหลิบซึ่งแอบทอดพระเนตรอยู่สุดจะกลั้นได้พระสรวลลั่นออกมา  เมื่ออาบูทราบว่ามิตรของตนคือ พระเจ้ากาหลิบ ก็เข้าไปขอพระราชทานอภัยโทษ  กาหลิบจึงตั้งให้อาบูอยู่รับราชการในสำนักพร้อมทั้งพระราชทานนางนอซาตอลอัวดัดให้เป็นภรรยาของอาบูด้วย อาบูกับอัวดัดอยู่กินกันอย่างมีความสุข  ทั้งสองใช้สอยเงินอย่างฟุ่มเฟือย ไม่นานเงินพระราชทานก็หมดลง  อาบูจึงออกอุบายว่าตนจะไปทูลพระเจ้ากาหลิบว่านางอัวดัดตายเพื่อจะได้รับพระราชทานเงินปลงศพ  ส่วนนางอัวดัดก็ให้ไปทูลพระนางโซบิเดว่าอาบูตายจะได้รับพระราชทานเงินเช่นกัน  ในที่สุดพระเจ้ากาหลิบและพระนางโซบิเดจึงเสด็จมาที่เรือนอาบูทั้งสองจึงแกล้งทำเป็นตาย

 

พระเจ้ากาหลิบตรัสว่าถ้าใครบอกว่าตายก่อนจะได้ทองพันลิ่ม พอสิ้นเสียงตรัสอาบูและอัวดัดก็ลุกขึ้นทั้งคู่ พร้อมกับทูลว่าตายก่อน  สองกษัตริย์และคนทั้งหลายพากันขบขันครื้นเครงอาบูและอัวดัดได้รับอภัยโทษและได้รับทองอีกคนละพันลิ่ม